แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ hiv แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ hiv แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2558

ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ คือ

ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ คือยาที่ทางการแพทย์รับรองว่าใช้ในการรักษาผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเอดส์ได้ ซึ่งในปัจจุบันมียาต้านไวรัสอยู่หลายชนิดด้วยกัน

     ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ นั้นไม่ใช่ยารักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ โดยยาต้านไวรัสเอดส์จะช่วยยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสมีการแพร่พันธุ์ ทำให้เชื้อไวรัสเอดส์มีปริมาณที่ลดน้อยลงได้ ช่วยไม่ให้เชื้อไวรัสโรคเอดส์ทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคเพื่อปกป้องร่างกายของเรานั่นเอง

     ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ หมายถึง ยาที่สังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งหรือออกฤทธิ์ต้านการแบ่งตัว การยับยั้งการเกาะจับและเข้าเซลล์(Interference with attachment and entry) นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1987 ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ตัวแรกมีจำหน่ายคือ AZT จนถึงปี ค.ศ.1996 เริ่มมีการใช้ยาต้านไวรัสโรคเอดส์หลาย ตัวผสมกัน  ( HAART = Hight Active Antiretroviral Therapy)จนทำให้เอดส์กลายเป็นโรคที่รักษาได้ แม้ไม่หายขาด มีกลไกการออกฤทธิ์ต่อเชื้อ HIV หลัก ๆ 4 กลไกคือ
   1.การยับยั้งขบวนการ Reverse Transcription (Inhibition of Reverse Transcription)
  2.การยับยั้งขบวนการ Integration (Inhibition of Proviral Integration)
  3.ทื การยับยั้ง Transcription
  4.การยับยั้ง Post-translation processing    
     
         ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ที่มีใช้ทางคลินิกในปัจจุบัน (Current Antiretroviral Drug in Clinical Use) ในปัจจุบัน ยาต้านไวรัสโรคเอดส์ที่ได้รับการจดทะเบียนโดย U.S.FDA มีทั้งหมด 11 ชนิด ประกอบด้วยยา 4 กลุ่ม คือ
1) กลุ่ม Nucleoside analongues Reverse Transcriptase Inhibitors
2) กลุ่ม Nonnucleoside Reverse Transcriptase Inhibitors (NNRTIs)
3) กลุ่ม HIV-1 Protease Inhibitors
4) -กลุ่มอื่น ๆ เช่น  Fusion  Inhibitor , Integrase  Inhibitor

Trasnasfer Fasctor กับโรคเอดส์

 

Trasnasfer Fasctor กับการดูแลโรคเอดส์

          การทำงานของ Transfer Factor กับการดูแลโรคเอดส์นั้น Transfer Factor จะทำหน้าที่ในการเสริมสร้างค่า CD4+ ภายในร่างกาย ซึ่งจะทำการปรับค่าให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งผิดกับยาต้านไวรัสเอดส์ ซึ่งจะทำหน้าที่เพียงการควบคุมไม่ให้แสดงอาการของโรคออกมาเพียงเท่านั้น แต่จะไม่ได้ช่วยเพิ่มค่าของ CD4+ นอกจากนี้ Transfer Factor ยังจะทำหน้าที่ใน CD4+ ในการชี้เป้าให้กับเซลล์เม็ดเลือดขาว NK Cell เข้าไปทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อๆไวรัสในระบบ DNA  และยังเป็นตัวเพิ่มและปรับสภาพของระบบภูมิคุ้มกันให้กลับมาแข็งแรงเหมือน เดิม ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันนี้เป็นสาเหตุของการเกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โดยปกติแล้วผู้ป่วยโรคเอดส์นั้นจะเสียชีวิต โดยภาวะโรคแทรกซ้อนมากกว่าเสีย ชีวิตจากโรคเอดส์โดยตรง เนื่องจากเมื่อระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือบกพร่องจะทำ ให้ร่างกายได้รับเชื้อโรคอย่างง่ายดาย และไม่สามารถทำลายสิ่งแปลกปลอมภายในร่างกายได้ แต่การได้รับ Transfer Factor เข้าไปช่วยนี้ จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้ตามปกติ ทำให้ไม่เกิดภาวะโรคแทรกจากโรคอื่นๆได้

การสังเกตุตนเองว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่  การติดเชื้อเอชไอวีมีลักษณะเป็นอย่างไร

        .ภายหลังการได้รับเชื้อเอชไอวี  ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อสักระยะหนึ่ง  ในปัจจุบันการวินิจฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่ เราจะไม่ได้ตรวจหาเชื้อเอชไอวีโดยตรง แต่จะเป็นการตรวจหาว่าร่างกายว่ามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ โดยการตรวจหา แอนติบอดีของเชื้อเอชไอวี (Anti-HIV antibody) ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้ รับเชื้อมาใหม่ ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนอง (ควรตรวจหาอีกครั้ง หลังจากผ่านความเสี่ยงไปแล้วสัก 3 เดือนขึ้นไป )  ภายหลังการรับเชื้อเอชไอวี บางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้  มีผื่นตามตัว มีต่อมน้ำเหลืองโต มีอาการเจ็บคอ โดยอาการเหล่านี้มักจะกินเวลาสั้น ๆ และหายไปได้เอง แล้วหลังจากนั้น ผู้ป่วยจะไม่มี อาการใด ๆ เลย อาการข้างต้นจะเหมือนหรือคล้ายกับการติดเชื้อหวัดธรรมดา ทำให้บางรายไม่ได้สังเกตุ ไม่ใส่ใจ หรือบางรายอาจคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดทั่วๆไป เลยทำให้การสังเกตุว่าติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่ จากอาการข้างต้นเป็นไปได้ยาก

เมื่อคุณได้รับยาต้านไวรัส hiv

 

ยารักษาโรคเอดส์ (หรือยาต้านเชื้อไวรัส hiv)

.   ไวรัส hiv เป็นเชื้อที่ทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเชื้อชนิดนี้จะมีความจำเพาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งที่ชื่อทีลิมโฟ ไซต์ ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาว ที่ทำหน้าที่คุ้มกันป้องกันและทำลายการติดเชื้อโรคหรือสิ่ง แปลกปลอมชนิดต่างๆ เซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดนี้ที่เยื่อหุ้มเซลล์จะมีส่วนประกอบที่เรียกว่าซีดี4 ซึ่งเป็นตำแหน่ง สำคัญที่จำเพาะต่อการเกาะตัว ของอนุภาคของ เชื้อ ไวรัส hiv ดังนั้นจึงอาจเรียกทีลิมโฟไซต์ว่าเม็ดเลือดขาว ชนิดซีดี4 เมื่อเริ่มติดเชื้อใหม่ๆ จำนวนเชื้อไวรัสยังมีไม่มาก ก็ จะค่อยๆ เพิ่มจำนวนในร่างกายมากขึ้นๆ ด้วยการ ทำลาย ทีลิมโฟไซต์ชนิดนี้ไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งร่างกายอ่อนแอและภูมิต้านทานไม่ดี การเพิ่มจำนวนของไวรัสด้วยการทำลายเซลล์ทีลิมโฟไซต์ ก็จะยิ่งมีมากขึ้นและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนไวรัสมากขึ้น ดังนั้น การตรวจหาระดับความรุนแรงของโรคเอดส์ จึงสามารถตรวจด้วย การตรวจหาปริมาณทีลิมโฟไซต์ หรือเม็ดเลือดขาวชนิดซีดี4 (CD4 + T-cell) 


เมื่อคุณได้รับยาต้านไวรัส hiv

   อาการข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ มีไข้สูง มีผื่นลมพิษ เยื่อบุตาอักเสบ เยื่อบุปากอักเสบ หายใจขัดหรือหอบ เป็นต้น  ซึ่งยาต้านเชื้อไวรัส hiv ที่พบอาการข้างเคียงได้บ่อยที่สุดคือ เนวิราพิน (Nevirapine, NVP) นอกจากนี้ อาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องอืด นอน ไม่หลับ  ฝันร้าย เป็นต้น อาการเหล่านี้มักเป็นในช่วงแรกของการใช้ยา และอาการจะค่อยๆ ดีขึ้นภายใน ๒ เดือน   แต่ถ้ามีอาการซีด ตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ ชาปลายมือปลายเท้า นิ่วในไต น้ำตาลในเลือดสูง  จะมี ไขมันกระจายตัวผิดปกติ (ลงพุง ไขมันพอกที่ต้นคอ หน้าอก แต่หน้าตอบและแขนขาลีบ) โดยเฉพาะผู้ติดเชื้อที่เริ่มยาต้านฯ เมื่อ CD4+ ต่ำมาก ก็ควรกลับไปปรึกษาแพทย์

CD4+ กับคนเป็นโรคเอดส์

T-helper (CD4+) เกี่ยวอะไรกับคนเป็นโรคเอดส

    ในการสร้างภูมิจะต้องอาศัยเซลล์หลายชนิดที่สำคัญได้แก่ เซลล์ T-helper(CD4+) ซึ่งเป็นเซลล์ที่เชื้อ HIV ชอบ และเป็นที่ไวรัสเข้าไปติดอาศัยอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดนี้มากที่สุด เมื่อเซลล์ T-helper(CD4+) ถูกทำลายโดยเชื้อมากจะทำให้ภูมิของร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นปัญหาที่สำคัญของคนติดเชื้อHIVคือปัญหาของโรคที่จะเกิดจากการที่มี ภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลงเช่น โรคติดเชื้อฉวยโอกาส  (Opportunistic infections)เช่นโรคปอดบวมและโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และมะเร็งบางชนิด โรควัณโรค ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วๆ ไปเช่น มีไข้ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้นๆ และหายไปได้เอง หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มีอาการใด ๆ เลย เชื้อไวรัสโรคเอดส์ จะส่งผลให้ระดับเม็ดเลืดขาวที่เรียกว่า T-helper(CD4+) ลดลงอย่างช้าๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของโรคเอดส์เกิดขึ้น เช่นฝ้าในปาก ผื่นคันตามตัว น้ำหนักลด โดยส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อระดับ T-helper(CD4+) ต่ำกว่า 200 cell/mm3

โรคเอดส์คือยังไง

โรคเอดส์คือยังไง คุณรู้ดีแค่ไหน?

โรคเอดส์เป็นแล้วหายได้หรือเปล่าครับ? 

      โรคเอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immuno Deficiency Syndrome)  คือ กลุ่มอาการของความเจ็บป่วยที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์ หรือ เอชไอวี (HIV) ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงเนื่องจากภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยเอดส์อาจมีอาการได้มากมายหลายอย่าง เช่น ไข้ ผื่นขึ้นตามตัว  การ ลุกลามของโรคเริม ปอดอักเสบ ท้องเสียเรื้อรัง ผอมลงและน้ำหนักตัวลดอย่างรวดเร็ว โรคเอดส์จัด เป็นโรคติดต่ออันตรายร้ายแรงโรคหนึ่ง เพราะผู้ติดเชื้อเอดส์ทุกรายจะเสียชีวิตในเวลาที่ไม่นานนัก ปัจจุบันยังไม่มียาใด ๆ ที่จะรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะใช้ป้องกันโรคเอดส์อย่างได้ผล เมื่อไวรัสโรคเอดส์เข้าสู่ร่างกายคนเรา จะมีระยะฟักตัว เพื่อเพิ่มจำนวนไวรัสระยะหนึ่งก่อนเกิดอาการต่าง ๆ

อาการของโรคเอดส์แสดงออกอย่างไร

      ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์บางคนมีอาการของโรคภายใน 2-3 ปี แต่บางคนก็อยู่ได้นานนับ 10ปี หรือมากกว่านั้น โดยเข้าไปแพร่จำนวนในเม็ดเลือดขาว (Lymphocyte) แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวซึ่งมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ กลับถูกทำลายเสียเอง  จึงเป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ไม่สามารถป้องกันตนเองจากเชื้อโรคอันซึ่ง ไม่เคยทำให้เกิดโรคในคนปกติได้ เชื่อกันว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโรคเอดส์ทุกคนจะกลายเป็นโรคเอดส์ในโอกาสต่อไป เนื่องจากไวรัสโรคเอดส์ มิได้ทำให้เกิดโรคกับคนโดยตรง แต่เป็นตัวทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสโรคเอดส์ บกพร่องเสียหายไป อาการของผู้ป่วยโรคเอดส์จึงไม่มีอาการเฉพาะ ที่จะบอกได้ว่าเป็นโรคเอดส์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเชื้อโรคที่ฉวยโอกาสทำให้เกิดโรค ในผู้รับเชื้อเอดส์นั้นเป็นเชื้ออะไร ดังนั้นผู้ป่วยเอดส์จึงมีอาการได้มากมายหลายระบบ เช่น ท้องเสีย ปอดอักเสบ ผิดหนังอักเสบ วัณโรค การติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา หรือมะเร็งบางชนิด อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายโรครวมกันได้ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

โรคเอดส์ติดต่อกันได้อย่างไรบ้าง?

เชื้อไวรัสโรคเอดส์ จะติดต่อผ่านทางการสัมผัสของเยื่อเมือกหรือการสัมผัสสารคัดหลั่ง ซึ่งมีเชื้อ เช่น น้ำเลือด น้ำอสุจิ น้ำหล่อลื่นช่องคลอด น้ำเมือกที่หลั่งก่อนการหลั่งอสุจิ และนมมารดา อาจติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นทางช่องคลอด หรือทวารหนัก หรือช่องปาก,การรับเลือด และผ่านทางการใช้ยาเสพติดฉีดเข้าเส้นเลือดร่วมกัน
     นอกจากนี้ โรคเอดส์ ยังมีโอกาสเสี่ยงติดต่อผ่านทางอื่นได้  เช่น การใช้ของมีคมร่วมกัน โดยไม่ทำความสะอาด, การเจาะหูโดยการใช้เข็มเจาะหูร่วมกัน การสักผิวหนัง หรือสักคิ้ว เป็นต้น แต่ก็มีโอกาสน้อยมาก ถ้าไม่โชครายจนเกินไป