Macrophage / Cell-mediated Immune / Antibody /
ภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติอาจก่อให้เกิดโรคได้ 3 ประเภท
2. ภูมิคุ้มกันไวเกินไปนอกร่างกาย เป็นสาเหตุโรคภูมิแพ้ ลมพิษ , หอบหืด , ไซนัสอักเสบ
3. ภูมิคุ้มกันต่ำ มีความเสี่ยงต่อ โรคเอดส์, มะเร็ง, โรคตับอักเสบ, วัณโรค, โรคติดเชื้อจากแบคทีเรีย, โรคจาก เชื้อไวรัส, เชื้อรา พาราไซด์
การตอบสนองต่อเชื้อโรคของภูมิคุ้มกัน
ภูมิคุ้มกันมีกลไกการกลืนกิน (Phagocytosis)
จุดสำคัญที่สุดในกระบวนการฟาโกไซโทซิสก็คือความสามารถในการควบคุมการอักเสบ
ของมัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับอนุภาคที่ถูกโอบกิน
โดยกระบวนการฟาโกไซโทซิสนี้สามารถบรรเทาอาการอักเสบได้
หรือในกรณีของเซลล์ที่ตายแบบอะพอพโทซิส จะช่วยชะลอการหายอักเสบของเซลล์เหล่านั้น กระบวนการฟาโกไซโทซิสยังมีส่วนเกี่ยวข้องในการต้านทางต่อภูมิคุ้มกัน
ซึ่งจะช่วยป้องกันการอักเสบกับส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เป็นปกติ
โดยการกำจัดสิ่งแปลกปลอมก่อนที่แอนติบอดี้จะกำจัดซึ่งจะทำให้เกิดอาการ
อักเสบ
ที่มา: วิกิพีเดีย/ฟาโกไซโทซิส
กลไกใช้ภูมิคุ้มกันแบบสารน้ำ (Humoral Immune Response )
Antibodyกลไกในกระแสเลือด และกระแสน้ำทั่วร่างกาย โดยอาศัยการสร้าง Antibody(Ab)จาก B-Lymphocyte แอนติบอดี (Antibody) หรือ อิมมิวโนโกลบูลิน (immunoglobulin) เป็นโปรตีนขนาดใหญ่ในระบบภูมิคุ้มกันที่ ร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ชั้นสูงอื่นๆ สร้างขึ้น ที่มีหน้าที่ตรวจจับและทำลายฤทธิ์สิ่งแปลกปลอมต่อร่างกาย เช่น แบคทีเรีย และไวรัส แอนตีบอดี้แต่ละชนิดจะจดจำโมเลกุลเป้าหมายที่จำเพาะของมันคือ แอนติเจน (Antigen) โครงสร้างโมเลกุลของแอนติบอดี้อยู่ในรูปตัววาย (Y shape)ประกอบด้วยสายพอลีเพปไทด์ 4 เส้น คือ เส้นหนัก (heavy chain) 2 เส้น และเส้นเบา (light chain) 2 เส้น โดยเปรียบเทียบจากขนาดน้ำหนักโมเลกุลส่วนที่โคนของตัววายของโมเลกุล แอนติบอดี เรียกว่า constant region จะบ่งบอก
ถึงชนิดของแอนติบอดีว่าเป็นคลาสไหน เช่น IgG, IgA, IgM, IgD, IgE เป็นต้น โดยที่ส่วนปลายของตัววายซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใช้จับกับแอนติเจนจะมีความหลาก หลายมากไม่เหมือนกันในแอนติบอดี้จำเพาะต่อแอนติเจนแต่ละชนิด ซึ่งเรียกว่า Variable region
ที่มา: วิกิพีเดีย/แอนติบอดี
ภูมิคุ้มกันมีกลไกการทำลายโดยอาศัยเซลล์ (Cell-mediated Immune Response)
Cell-mediated Immune Response หมายถึง ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากเซลล์ ซึ่งได้แก่ T killer cell ตัว T killer cell นี้ จะสามารถกำจัดแอนติเจนได้ด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามลิมโฟไคน์ ( Lymphocytes )ที่เกิดขึ้นก็มีส่วนช่วยในการกำจัดแอนติเจนด้วยเป็นอย่างมาก โดยจะออกฤทธิ์ดึงดูดให้โมโนซัยท์ (monocyte) ออกจากกระแสโลหิต และเข้าสู่เนื้อเยื่อบริเวณที่มีแอนติเจนต้นเหตุอยู่ เมื่อโมโนซัยท์ที่เข้ามาอยู่ในเนื้อเยื่อเปลี่ยนแปลงไปเป็น แมคโคฟาจ ( Macrophage ) แล้ว ลิมโฟไคน์จะออกฤทธิ์กระตุ้นให้แมคโคฟาจ ที่มีความสามารถในการจับกินสิ่งแปลกปลอมได้เก่งยิ่งขึ้น
ภูมิคุ้มกันที่ดี ต้องรู้จักเชื้อโรคโดยเร็ว
ในกรณีที่ร่างกายไม่เคยได้รับหรือรู้จักกับจุลชีพชนิดนั้นมาก่อน การสร้างแอนติบอดี้, การออกมาของ T killer cell และแมคโครฟาจ(Macrophage) แม้มีความสามารถในPhagocytosis สูง แต่ก็จะเกิดขึ้นได้ช้ามาก จนทำให้จุลชีพขยายพันธ์เพิ่มจำนวนมาก จนทำให้เกิดโรคขึ้นเสียก่อน แต่ถ้าร่างกายเคยได้รับหรือได้พบกับจุลชีพชนิดนั้นมาก่อนแล้ว ภายในร่างกายจะมีข้อมูลสร้างเป็นแอนติบอดี้ และ T killer cell ที่จำเพาะต่อจุลชีพพร้อมอยู่ และจะทำหน้าที่ของมันได้ทันที ที่มีเชื้อเข้ามาสู่ร่างกาย นอกจากนั้นในร่างกายที่เคยได้รับแอนติเจน ชนิดไหนมาก่อนจะมีลิม โฟซัยท์ที่รู้จักแอนติเจนนั้นแล้ว ที่เราเรียกว่า Memory cell ซึ่งเมื่อได้เจอกับแอนติเจนชนิดเดิมอีก มันก็จะเปลี่ยนแปลงและแบ่งตัวโดยเร็ว ทำให้เกิดมีแอนติบอดี้ T killer cell และแมคโครฟาจ ได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และมีจำนวนมาก การตอบสนองของ Memory cell ดังนี้ การติดเชื้อโรคเดิมซ้ำ(re-infection) จะทำให้มีการตอบสนอง เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงมักจะไม่ทำให้เกิด "โรค"
